เจาะยุทธศาสตร์ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาตัวหลักที่ใช้รักษาโรคโควิด-19

ในวันนี้ นอกเหนือจากประเด็นในเรื่องของ วัคซีนโควิด-19 ที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้แล้ว ประเด็นเรื่อง ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาตัวหลักที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

ทั้งในเรื่องของการขาดแคลนยาในบางพื้นที่เนื่องจากปัญหาการเบิกจ่ายและปริมาณยาที่ต้องใช้มากขึ้นจนยาไม่เพียงพอ การปรับแนวทางการให้ยาแก่ผู้ป่วย รวมไปถึงก้าวต่อไปที่ประเทศไทยจะได้รับการอนุญาตให้ผลิตยาชนิดนี้ขึ้นมาใช้ในประเทศเองได้หรือไม่ เพื่อปิดประตูปัญหายารักษาโควิดไม่พอใช้ในประเทศ
เสวนาที่จัดโดย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเกิดขึ้น โดยผนึกกำลังนักวิชาการระบบยาไทย มาระดมสมอง แสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “ระบบสิทธิบัตร “เอื้อ” หรือ “ขัดขวาง” การเข้าถึงยา : กรณี ยาฟาวิพิราเวียร์”
โดยจุดประสงค์หลัก จัดขึ้นเพื่อ สร้างความเข้มแข็งกลไกเฝ้าระวังระบบยาในระดับพื้นที่ สร้างและจัดการความรู้ระบบยาเพื่อการเฝ้าระวังเตือนภัยสังคม ไปจนถึงการแสดงมุมมองซึ่งเป็นไปในทิศทางการสนับสนุนให้ประเทศไทยพัฒนาตนเองไปอยู่ในฐานะ ประเทศผู้ผลิต ยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อป้องกันปัญหาการมียารักษาโควิด-19 ไม่เพียงพอในสถานการณ์การระบาดที่ยังคงน่าเป็นห่วงนี้

ยาฟาวิพิราเวียร์

ยาฟาวิพิราเวียร์ ประวัติการคิดค้นและการนำไปใช้ในประเทศไทย

ก่อนจะไปรับรู้ถึงแง่มุมที่น่าสนใจจากนักวิชาการระบบยา รู้กันหรือไม่ว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ มีที่มาอย่างไร
จากบทความเรื่อง “การค้นคว้ายาต้านไวรัสโควิด-19 ตอนที่ 1 : ฟาวิพิราเวียร์” ของหน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และข้อมูลจากกลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ ค้นพบโดยบริษัทฟูจิฟิล์ม โตยามะเคมิคอล ในประเทศญี่ปุ่น และได้รับอนุมัติให้ใช้ในญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือน มี.ค. ปี 2557 เพื่อใช้รักษาโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผล
ที่ผ่านมา มีการใช้ยานี้ในช่วงที่มีการระบาดอย่างหนักของไวรัสอีโบลาในแถบแอฟริกาตะวันตกช่วงปี 2557-2559 และในการระบาดของโรคโควิด-19 ที่อุบัติใหม่ขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว
สำนักงานบริหารผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ประเทศจีน ได้ให้การรับรองว่ายาฟาวิพิราเวียร์เป็นยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพต่อต้านโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2563
ภญ.โชติรัตน์ นครานุรักษ์
ภญ.โชติรัตน์ นครานุรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ส่วนในบริบทการนำไปใช้ของประเทศไทย ภญ.โชติรัตน์ นครานุรักษ์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีการให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยแบ่งการใช้ยาตามกลุ่มอาการ 3 กรณี คือ 
1. อาการไม่รุนแรงแต่มีโรคร่วม 
2. มีปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรครุนแรง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด โรคเบาหวาน โรคอ้วน และ 
3. มีภาวะปอดบวม ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 96% และอาการทางปอดแย่ลงต่อเนื่อง
ผลการศึกษาประสิทธิภาพการรักษาของยาฟาวิพิราเวียร์ พบว่าคนไข้อาการไม่รุนแรงมีผลลัพธ์การรักษาที่ดีถึง 92% เพราะยาฟาวิพิราเวียร์ ทำหน้าที่ขจัดเชื้อไวรัสออกไปจากร่างกาย ช่วยป้องกันอาการเชื้อลงปอดและภาวะอักเสบ แต่มีผลข้างเคียง คือ เสี่ยงต่อการล้างไตและใช้เครื่องช่วยหายใจ และต้องระวังการใช้ยาในผู้ติดเชื้อที่ตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคตับ ดังนั้นยาฟาวิพิราเวียร์ จึงถือว่ามีความจำเป็นต่อการรักษาชีวิตของผู้ป่วยอย่างยิ่ง

ยาฟาวิพิราเวียร์

ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์อย่างไร ให้ได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ มีการประกาศออกมาจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่าจะให้ยาฟาวิพิราเวียร์ แก่ผู้ป่วยติดเชื้อโควิดเขียว รายใหม่ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามทันทีตั้งแต่วันแรก เพราะที่ผ่านมา การใช้ยาดังกล่าว จะใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง (กลุ่มสีเหลือง) และผู้ป่วยที่มีอาการหนัก (กลุ่มสีแดง)
ปรากฎการณ์นี้ทำให้เกิดกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย อย่างกลุ่มชมแพทย์ชนบท โพสต์ข้อความผ่านเพจ ชมรมแพทย์ชนบท แสดงความคิดเห็นว่า แจก “ยาฟาวิพิราเวียร์” ให้คนป่วยทุกคน​ ผิดหลักการทางเภสัชกรรมมาก เพราะ “ยาฟาวิพิราเวียร์” มีไว้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางหรืออาการหนักเท่านั้น ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้แต่อย่างใด​ เช่นนี้จึงจะถูกต้องตามหลักการใช้ที่สมเหตุสมผล
ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “นิธิพัฒน์ เจียรกุล” เกี่ยวกับ “ยาฟาวิพิราเวียร์” โดยระบุว่า
“ยาฟาวิพิราเวียร์ได้รับการจดทะเบียนยาและอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยโควิด-19 เป็นกรณีพิเศษสำหรับศึกระลอกแรก เนื่องจากมียาจำกัด จึงให้ใช้เฉพาะในรายที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังโดยคณะทำงานพบว่า ยานี้น่าจะช่วยลดความรุนแรงและการสูญเสียจากโรค และใช้ได้ปลอดภัย”

ยาฟาวิพิราเวียร์

“แต่เนื่องจากยานี้ไม่มีใช้ในประเทศทางตะวันตก จึงไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการที่หนักแน่นรองรับ แต่คณะกรรมการจัดเตรียมยาของประเทศก็ได้จัดเตรียมไว้ให้เพียงพอในระลอกสอง ซึ่งไม่เกิดปัญหา เพราะมีอัตราการใช้ราว 20% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยที่คณะกรรมการวิชาการได้ขยายข้อบ่งใช้ให้ครอบคลุมตั้งแต่ปอดอักเสบขั้นต้น และผู้ป่วยที่อาจเกิดปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งผมในนามสมาคมอุรเวชช์ฯ ได้ทำเรื่องเสนอคณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อบรรจุยานี้ไว้สำหรับให้ทุกโรงพยาบาลจัดซื้อได้เอง เพื่อให้มีใช้งานเพียงพอ”
“ในระหว่างดำเนินการนี้ เกิดศึกระลอกสามตามมาอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ป่วยเพิ่มแบบทวีคูณควบคู่ไปกับยอดการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ โดยมีอัตราการใช้ระหว่าง 20-70% แล้ว แต่ความสะดวกการเข้าถึงยาในพื้นที่ เป็นที่มาของความฉิวเฉียดของการมียาสำรองใช้เกือบไม่เพียงพอ ขอบคุณยาต้นแบบจากญี่ปุ่นที่เข้ามาช่วยไว้ทันจำนวน 2.2 ล้านเม็ด (รักษาผู้ป่วยได้ราวสามถึงสี่หมื่นคน)”
“ขณะนี้มีแนวคิดขยายการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ให้เข้าใกล้ 100% โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เนื่องจากการให้ยาแบบไม่แยกแยะ มีข้อเสียคือ ยาอาจขาดมือจากที่สำรองไว้ ทำให้ผู้ป่วยรายที่จำเป็นอาจไม่ได้ยาชั่วคราวหรือได้ไม่เต็มจำนวน”

“อีกทั้ง การใช้ยาตั้งแต่แรก อาจทำให้แพทย์นิ่งนอนใจในประสิทธิภาพของยา จนอาจทำให้ละเลยการเฝ้าระวังการเกิดปอดอักเสบ ยานี้ยังไม่มีหลักฐานว่าป้องกันการเกิดปอดอักเสบหรือทำให้ “ปอดอักเสบ” เล็กน้อยไม่ลุกลาม นอกจากนั้น การใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่สมเหตุสมผล (non-rational drug use) จะนำมาซึ่งการเกิดเชื้อดื้อยาภายหลังได้”


อัปเดต การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ในไทย และทิศทางที่ควรจะเป็นในการควบคุมการใช้ยารักษาโควิดในประเทศ

บนเวทีเสวนาแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “ระบบสิทธิบัตร “เอื้อ” หรือ “ขัดขวาง” การเข้าถึงยา : กรณียาฟาวิพิราเวียร์” ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อัปเดตถึง การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ในไทย ว่า
“ขณะนี้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไวรัสเริ่มลงปอด กระทรวงสาธารณสุข มีแนวทางการรักษาโดยใช้ยาต้านเชื้อไวรัส “ฟาวิพิราเวียร์” (Favipiravir) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์”
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี
ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“เพราะถ้าใช้ยาไม่ถูกต้องหรือใช้เกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา หรือทำให้ผู้ป่วยมีอาการวิกฤตและถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งหากเกิดเชื้อดื้อยามากขึ้น จะส่งผลวิกฤตต่อระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจของประเทศได้”
“ในกรณีนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงควรดูแลการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์อย่างสมเหตุสมผล ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ พ.ศ. 2560-2564 และเสนอกระทรวงพาณิชย์ ปรับแก้สาระสำคัญใน พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฉบับปัจจุบัน ที่ส่งผลต่อการผูกขาดสิทธิบัตรที่ไม่สมเหตุผล ทำให้ยาราคาแพง และอุตสาหกรรมในประเทศก็ยังไม่สามารถผลิตเพื่อลดภาระค่ายาได้”

“อย่างไรก็ดี ในกรณียาฟาวิพิราเวียร์ ต้องขอขอบคุณที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีคำสั่งปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้ใดมีสิทธิผูกขาดยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศไทย ทั้งรูปแบบโครงสร้างสารออกฤทธิ์หลัก และรูปแบบยาเม็ด ซึ่งขณะนี้ทางองค์การเภสัชกรรม เตรียมพร้อมในการผลิตยาชนิดนี้ เพื่อให้คนไทยมียารักษาโควิด-19 อย่างพอเพียงและทั่วถึงแล้ว”

ผศ.ดร.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข
ผศ.ดร.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข ประธานสภาองค์กรผู้บริโภค
ด้าน ผศ.ดร.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข ประธานสภาองค์กรผู้บริโภค กล่าวอัปเดตจำนวนยาฟาวิพิราเวียร์ที่ในตอนนี้ว่า ประเทศไทยได้นำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ 2 ล้านเม็ด (ปัจจุบันเหลือคงคลัง 1.5 ล้านเม็ด) และได้สั่งซื้อเข้ามาเพิ่มอีก 3 ล้านเม็ดในเดือนพฤษภาคมนี้ ราคาอยู่ที่เม็ดละ 120 บาท
“แต่หากประเทศไทยสามารถผลิตยาได้เอง โดยองค์การเภสัชกรรมไทยจะประหยัดงบประมาณลงมากกว่า 50% เหลือราคาเม็ดละ 30-40 บาท ซึ่งปัจจุบันมีการเบิกจ่ายยาวันละ 4-5 หมื่นเม็ด เท่ากับรัฐต้องแบกรับภาระค่าเสียโอกาสที่จะได้ยาในราคาที่ถูกลงถึงวันละ 4-7 ล้านบาท”
“ทั้งนี้ แนวทางการลดความสูญเสียงบประมาณจากการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กระทรวงพาณิชย์ต้องแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฉบับปัจจุบัน โดยไม่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการประกาศบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (compulsory licensing : CL) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผลิตยาจำเป็นที่ติดสิทธิบัตรได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น ในช่วงวิกฤติการระบาดของโควิด-19”
รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์
รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม
รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า
“อุปสรรคต่อการผลิตยา ส่วนหนึ่งมาจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรยาไม่มีความชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ ควรเร่งปรับปรุงข้อมูล เพื่อให้สามารถวางแผนการวิจัยผลิตยาและสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรได้ง่ายขึ้น รวมทั้งคำขอจดสิทธิบัตรยาที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาที่ใช้เวลานาน”
“สำหรับกรณีโควิด-19 ปัจจุบันมียารักษาโควิด-19 รวม 3 ชนิดที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ ฟาวิพิราเวียร์ เรมดิซิเวียร์ และโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งยาอีก 2 ชนิด ไม่ทราบสถานการณ์ จึงควรเปิดเผยข้อมูลสถานะคำขอจดสิทธิบัตรของผู้ผลิตสูตรยา ทั้งในสถานะอยู่ระหว่างการพิจารณาและสถานะยกเลิกคำขอ เพื่อเปิดให้ผลิตยาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนนี้ได้”
“ที่สำคัญเพื่อสนับสนุนการวิจัยยารักษาโควิด-19 ทั้ง 3 ชนิดให้ทันต่อสถานการณ์ และให้กระทรวงสาธารณสุขประสานกับนักวิจัย ผู้ประกอบการที่มีความสามารถในไทย ทำให้การขึ้นทะเบียนยาสามัญรายการหรือชนิดใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเร็วขึ้น ส่วนสถาบันการศึกษาถือเป็นคลังสมอง จะต้องคิดค้นพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย”

อนาคตของไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้ในประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊คไทยคู่ฟ้า ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ข่าวดี! ไทยได้สิทธิผลิตยาฟาวิพิราเวียร์แล้ว” หากพิจารณาเรื่องความพร้อมก็จะพบว่าประเทศไทยมีเทคโนโลยี และความสามารถในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 แต่ที่ผ่านมาต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะติดปัญหาเรื่องสิทธิในการผลิต
ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีคำสั่งปฏิเสธคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าคำยื่นขอสิทธิบัตรของบริษัทที่ยื่นขอเข้ามานั้น “ไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” ทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้ใดมีสิทธิผูกขาดในยาชนิดนี้ ทั้งในโครงสร้างสารออกฤทธิ์หลัก ซึ่งไม่เคยมีการขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย และรูปแบบยาเม็ด ดังนั้นหากองค์การเภสัชกรรม หรือบริษัทยาสามัญไทยรายอื่นต้องการจะผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อใช้ในประเทศก็สามารถทำได้

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้เปิดเผยในเรื่องนี้ว่า

“อภ. ได้ประสานสั่งซื้อวัตถุดิบ สำหรับผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ไว้แล้ว 5 แหล่ง จากประเทศจีน 1 แหล่ง อินเดีย 4 แหล่ง ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีมาตรฐาน และผู้ผลิตยาทั่วโลกใช้วัตถุดิบจากแหล่งต่างๆ เหล่านี้”
“ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้าในราคาประมาณ 117-120 บาทต่อเม็ด (ขึ้นอยู่กับค่าเงินในช่วงนั้น) เมื่อ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีแผนดำเนินการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ขึ้นใช้เอง จึงคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนลงได้มากกว่า 50% หรืออยู่ที่ราว 30-40 บาทต่อเม็ด”
“การผลิตเพื่อจำหน่ายนั้น อภ. จะสามารถผลิตยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ได้ทันทีตามข้อมูลที่ระบุไว้ในทะเบียนยา ภายหลังได้ทะเบียนตำรับยาจาก อย. สามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ล้านเม็ด และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งโรงงานที่ถนนพระราม 6 และโรงงานผลิตยาของ อภ. ที่คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี”
“ในระยะยาว อภ.ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิพิราเวียร์ในระดับห้องปฏิบัติการ และขยายขนาดการผลิตสู่กึ่งระดับอุตสาหกรรม”
“ขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิพิราเวียร์ และวัตถุดิบยาจำเป็นอื่นๆ สำหรับการผลิตวัตถุดิบในระดับอุตสาหกรรม ทำให้คนไทยได้เข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์ที่ผลิตได้เอง สร้างความมั่นคง ยั่งยืน และการพึ่งพาตนเองด้านยาให้กับประเทศ”
แต่ถึงอย่างไร แม้ว่าไทยจะมีแนวโน้มเป็นผู้ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ แต่ในตอนนี้ก็ยังคงต้องลุ้นว่ายาฟาวิพิราเวียร์จะเพียงพอกับการรักษาผู้ป่วยโควิดที่เพิ่มปริมาณขึ้นมากในระลอกใหม่นี้หรือไม่ เพราะในปัจจุบันไทยใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ประมาณวันละ 40,000-50,000 เม็ด ตามข้อบ่งชี้ใหม่ที่ให้ยาเร็วขึ้นและจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น

ยาฟาวิพิราเวียร์ได้กระจายไปทั่วประเทศแล้ว 2 ล้านเม็ด และได้มีการสั่งซื้อเพิ่มอีก 3,000,000 เม็ด โดยยาจะเข้ามาช่วงกลางเดือน พ.ค. ตามแผนการจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ระลอก 3 รวมถึงจะมีการประเมินสถานการณ์ และสั่งซื้อเพิ่มเติมต่อเนื่องจนกว่าผลิตยาได้เอง

ดังนั้น การควบคุมสถานการณ์ไม่ให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อด้วยความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการดูแลความปลอดภัยส่วนตัว น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยชาติในตอนนี้

 

 

 

 

 

 

Credit:salika.co

error: Content is protected contact admin!!